ข่าวประชาสัมพันธ์

[Future Brand] จากทุน 2 หมื่น สู่ยอดขาย 300 ล้าน! ถอดกลยุทธ์ NEZLINE ปั้นขนม OAT CHOCO ครองเมือง พร้อมเป้าหมาย 1,000 ล้าน ในวันที่ต้นทุนพุ่ง 37%
ใครจะเชื่อว่าเงินลงทุนเพียง 20,000 บาท ท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโควิด-19 จะสามารถพลิกฟื้นและต่อยอดสู่อาณาจักรขนมขบเคี้ยวที่มีรายได้กว่า 300 ล้านบาทต่อปี!
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2019 ถึงต้นปี 2020 ในขณะที่หลายธุรกิจต้องเผชิญกับภาวะถดถอย แต่สำหรับ ‘เนสไลน์’ (NEZLINE) ภายใต้การบริหารของ บริษัท ไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด วิกฤตในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตแบบก้าวกระโดดแล้วอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้แบรนด์ SME เล็กๆ กลายมาเป็นผู้กำหนดเทรนด์ (Trendsetter) ในตลาดขนมขบเคี้ยวของไทยได้แบบนี้?
พบปัญหา เลยมองหาน่านน้ำใหม่ จากธุรกิจไอที สู่ของกินที่ต้องซื้อทุกวัน
ในช่วงเริ่มต้นของบริษัท ไฉไล อินเตอร์เทรด พวกเขาดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Gadget และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวในช่วงโควิด ยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือยเริ่มได้รับผลกระทบ คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO และทีมผู้บริหารมองหาโอกาสใหม่ในสินค้าที่ “เข้าถึงง่ายและมีการบริโภคทุกวัน”
จากการสำรวจตลาด ทีมบริหารพบว่าตลาดขนมนำเข้าในไทยยังมีช่องว่างขนาดใหญ่อีกมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องมาตรฐานการผลิตที่ต่ำและราคาที่ผันผวน นี่คือ Pain Point สำคัญที่เนสไลน์มองเห็น จุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการอุดช่องโหว่ตลาด เพื่อส่งมอบขนมที่อร่อย แปลกใหม่ ควบคู่ไปกับความมั่นใจในความปลอดภัยและคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค
แนวคิดการนำธุรกิจให้เป็น ‘Trendsetter’ ที่มีมาตรฐานระดับสากลคอยกำกับ
เนสไลน์ เลือกที่จะวางตำแหน่งตัวเองให้เป็น ‘Alternative Products’ หรือ ขนมทางเลือกใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเหนือสิ่งอื่นใด
โดยมีเป้าหมายเพื่อลบภาพจำของขนมนำเข้าที่ไม่มีที่มาที่ไป ทางด้านคุณไฟซอล ได้ลงพื้นที่ติดต่อโรงงานผลิต OEM ในประเทศจีนและควบคุมขั้นตอนการผลิตด้วยตนเอง จนได้รับการรับรองมาตรฐานสากลทั้ง อย. HACCP, HALAL, และ ISO9001ด้วยวิธีการดำเนินงานเช่นนี้ ส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์สามารถวางขายใน Modern Trade และขยายฐานลูกค้าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
กลยุทธ์การสร้างสินค้าเรือธงและการสร้างเกราะป้องกันแบรนด์
ความสำเร็จที่เห็นชัดที่สุดคือการปั้น OAT CHOCO (ขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง) จนกลายเป็นสินค้าเรือธงที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สามารถสร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาท ได้เป็นครั้งแรกในปี 2023
คุณเมธัส สนิทมัจโร (CMO) ได้เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นพวกเขาโฟกัสการทำตลาดเป็นหลัก ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำบริษัท จึงไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า OAT CHOCO ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้เวลาต่อมามีผู้ผลิตคู่แข่งจำนวนมากเข้ามาจำหน่ายสินค้าในลักษณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ กลายมาเป็นบทเรียนสำคัญของการดำเนินธุรกิจ
ส่งผลให้ในปัจจุบัน แบรนด์ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของตนเองอย่างจริงจัง โดยมี NOUGATTO (นูกัตโตะ) และสินค้าอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย
ขนมเป็นสิ่งที่ต้องแบ่งปันถึงจะอร่อย
เนสไลน์ใช้กลยุทธ์ ‘Sharing Snack’ เพื่อครองใจกลุ่มเป้าหมาย โดยเน้นสินค้าแบบแยกหลายชิ้น (Multi-piece) เช่น นูกัตโตะที่ใน 1 ซองมีขนมบรรจุแยกหลายชิ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าและสามารถแบ่งปันให้เพื่อนได้ กลยุทธ์นี้ทำงานได้ดีเยี่ยมกับกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักกว่า 80%
นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ความคล่องตัวแบบ SME ในการออกสินค้าใหม่เฉลี่ย 5-10 SKU ต่อปี และขยับขึ้นเป็น 15 SKU ในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อรักษาความตื่นเต้นและตอบโจทย์รสนิยมที่เปลี่ยนไวของคนรุ่นใหม่
Hyper-Expansion สปริงบอร์ดจากออนไลน์สู่ 22,000 จุดจำหน่าย
คุณอับดุลมาติน หะยียะโกะ (COO) กล่าวถึงเส้นทางการเข้าสู่ตลาด Modern Trade จากจุดเริ่มต้นที่ต้องขายผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce เป็นหลัก จึงต้องเน้นโปรโมชั่นราคาและการกระจายสินค้าที่แม่นยำจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่คือการจับมือกับบริษัท เพนส์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ ดิสทริบิวชั่น (PENS) เพื่อนำสินค้าบุกตลาดออฟไลน์อย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบัน ขนมของเนสไลน์วางขายครอบคลุมกว่า 22,000 จุดจำหน่าย ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 7-Eleven, CJ MORE, และ MR.D.I.Y. ส่งผลให้สัดส่วนยอดขายจากช่องทางออฟไลน์พุ่งสูงถึง 70% กลายเป็นเครื่องยืนยันว่า หากสินค้าดีและวางขายในจุดที่ผู้บริโภคเดินผ่าน การเติบโตระดับร้อยล้านก็ไม่ใช่เรื่องยาก
อินไซต์เบื้องหลังที่ดันตัวเลขให้อาณาจักรเนสไลน์ สู่ 300 ล้าน
จาก 20,000 สู่ 300 ล้านบาท
การเริ่มต้นด้วยเงินหลักหมื่นบนแพลตฟอร์มออนไลน์สู่รายได้ 300 ล้านบาทในปี 2568 พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการเลือก ‘Product-Market Fit’ ที่ถูกต้อง
15 SKU Per Year
ความเร็วคือหัวใจ เนสไลน์เติมสินค้าใหม่เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายและรักษาตำแหน่ง Trendsetter อย่างต่อเนื่อง
37% ต้นทุนที่ต้องแบก
ท่ามกลางวิกฤตราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้น 37% จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แบรนด์เลือกใช้กลยุทธ์ตรึงราคา และปรับแผนโลจิสติกส์ล่วงหน้าเพื่อรักษากำลังซื้อของผู้บริโภค
22,000 สาขา
การปูพรมสินค้าผ่านช่องทาง Modern Trade และการมี Distributor ที่แข็งแกร่ง คือหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ SME เติบโตสู่ระดับประเทศได้
[ เป้าหมายต่อไป 1,000 ล้าน ในอีก 4 ปีข้างหน้า ]
การเดินทางของเนสไลน์ที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 โดยมีทีมคอนเทนต์ที่เป็น Gen Z 100% ที่กำลังปั้นยอดขายผ่านแพลตฟอร์ม TikTok พร้อมทั้งความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบลองของใหม่แต่ต้องคุ้มค่า
สำหรับเป้าหมายยอดขาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 4 ปีข้างหน้า เปรียบเหมือนการตอกย้ำว่า เนสไลน์ พร้อมแล้วที่จะเป็น Trendsetter ผู้กำหนดทิศทางตลาดสแน็คเมืองไทยอย่างเต็มตัว
เขียนและเรียบเรียงโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์
.ที่มา: “เนสไลน์” จากแบรนด์ขนมนำเข้าสู่ Trendsetter สินค้ากลุ่มสแน็ค จุดตั้งต้นเงินลงทุน 20,000 บาท สร้างยอดขาย 300 ล้านต่อปี







